TH

|

EN

หนาวนี้ ขับรถเที่ยวอย่างสบายใจ ด้วย 7 วิธี ขับรถขึ้นเขา แบบเซียน!!!

หนาวนี้ ขับรถเที่ยวอย่างสบายใจ ด้วย 7 วิธี ขับรถขึ้นเขา แบบเซียน!!!

เมษายน 23, 2561 |
โพสโดย : maxi |

หนาวนี้ ขับรถเที่ยวอย่างสบายใจ ด้วย 7 วิธี ขับรถขึ้นเขา แบบเซียน!!!

ในช่วงฤดูหนาว ผู้คนก็มักจะไปท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ เพื่อสัมผัสอากาศเย็นและชมวิวทิวทัศน์ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามส่วนใหญ่จะอยู่บนดอยสูง ที่ต้องขับรถขึ้นไปบนเขาที่มีความชันมาก ถ้าหากไม่มีความชำนาญในการขับรถ ก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ครับ วันนี้ MoneyGuru.co.th จึงมีเคล็ดลับในการ ขับรถ ขึ้นเขา-ลงเขา มาฝากกันครับ

1. ขาขึ้นควรใช้เกียร์ต่ำ

ทางขึ้นเขาจะมีความชันมาก รถจึงต้องการแรงมากกว่าการขับรถบนถนนปกติทั่วไป และเกียร์ที่สามารถใช้ในการขับรถขึ้นทางชันได้ ก็มีเพียงแค่เกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น (เกียร์ 1 และ 2 มีแรงมากกว่าเกียร์อื่น ๆ ) และหากรู้สึกว่ารถเริ่มไม่มีแรง ก็ให้ลดเกียร์ต่ำลงมาอีก เช่น ขับมาเกียร์ 2 แล้วรถเริ่มอืด ๆ ให้ลดเกียร์มาเป็นเกียร์ 1 แทน จะทำให้รถมีแรงมากขึ้นครับ ส่วนรถเกียร์ออโต้ ให้เปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่ง “L” ครับ

2. ขาลงให้ใช้เกียร์ต่ำเช่นกัน

สำหรับการขับรถขาลงเขา ก็ควรใช้เกียร์ต่ำเหมือนกับขาขึ้นเขานะครับ แต่ขาลง รถไม่ต้องการแรงมากเท่าไหร่ แค่ต้องการแรงฉุดเพื่อให้รถวิ่งช้าลง ซึ่งการใช้เกียร์ต่ำวิ่งลงทางชันนั้น จะทำให้เครื่องยนต์มีแรงฉุดมาก เคลื่อนที่ได้ไม่เร็ว ทำให้สามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจครับ อีกทั้ง ทางลงเขาควรอยู่ที่เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้นครับ และห้ามดับรถหรือใช้เกียร์ว่างลงเขาเด็ดขาด!

3. ระวังทางโค้ง

ปกติแล้วทางขึ้นเขาจะตัดถนนเป็นทางโค้งคดเคี้ยวไปมา ยิ่งภูเขาสูงมากเท่าไหร่ ถนนก็ยิ่งคดเคี้ยว เพราะทางโค้งใช้สำหรับลดความลาดชันของพื้นที่ให้รถสามารถขับขึ้นไปได้ ซึ่งทางโค้งบนเขานั้น มักจะมีต้นไม้บังถนนอีกฝั่ง เวลาเข้าโค้งจึงควรขับชิดซ้ายเอาไว้ครับ เผื่อมีรถอีกฝั่งแซงมาในทางโค้งจะได้หลบหลีกได้ทันครับ

4. ห้ามแซง

เนื่องจากถนนบนเขานั้นมีความแคบและคดเคี้ยวมาก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรถอีกฝั่งได้ชัดเจน เพราะถูกทางโค้งหรือต้นไม้บดบัง จึงไม่ควรขับแซงในเขตห้ามแซง หรือไม่ควรขับแซงในที่ที่ไม่สามารถมองเห็นรถอีกฝั่งได้ เนื่องจากอุบัติเหตุบนเขาส่วนใหญ่ก็มาจากการแซงทางโค้ง หรือแซงโดยที่มองรถอีกฝั่งไม่เห็นนี่แหละครับ

5. คำนวณระยะเบรกในทางลง

สำหรับทางลงเขาจะซึ่งมีความชันมาก รถจะต้องการระยะเบรกเพิ่มขึ้นยาวกว่าปกติ เนื่องจากความลาดชันของพื้นที่และน้ำหนักของตัวรถจะมีผลให้รถเบรกได้ช้าลง ดังนั้น เวลาคุณเบรกขณะอยู่บนทางลงเขา ควรคำนวณระยะเบรกให้เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้สามารถเบรกได้อย่างเหมาะสม และไม่ไปชนรถคันข้างหน้าครับ

6. เร่งเครื่องอย่างสม่ำเสมอ

การเร่งเครื่องขึ้นเขาเราต้องเร่งเครื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งกำลังให้รถมีกำลังขึ้นเขาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในทางชันยาว ๆ ควรเร่งต่อเนื่องกันไป เพราะหากเร่ง ๆ หยุด ๆ จะทำให้รถเสียกำลังและไหลลงมาได้ ซึ่งอันตรายมากครับ

7. แตะเบรกเป็นระยะ

ในทางลงเขา แรงฉุดจากเครื่องยนต์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมีการแตะเบรกช่วยด้วย เพื่อชะลอความเร็วของรถ แต่อย่าแตะเบรกแช่ยาวนะครับ เพราะจะทำให้เบรกไหม้และเบรกไม่อยู่ ซึ่งอันตรายมาก ๆ ทางที่ดีเราควรแตะเบรกในจังหวะที่จำเป็นเท่านั้น และควรตรวจสอบเบรกรถยนต์ของท่านก่อนออกเดินทาง ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งานครับ
 
cr : moneyguru

หนาวนี้ ขับรถเที่ยวอย่างสบายใจ ด้วย 7 วิธี ขับรถขึ้นเขา แบบเซียน!!!

ในช่วงฤดูหนาว ผู้คนก็มักจะไปท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ เพื่อสัมผัสอากาศเย็นและชมวิวทิวทัศน์ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามส่วนใหญ่จะอยู่บนดอยสูง ที่ต้องขับรถขึ้นไปบนเขาที่มีความชันมาก ถ้าหากไม่มีความชำนาญในการขับรถ ก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ครับ วันนี้ MoneyGuru.co.th จึงมีเคล็ดลับในการ ขับรถ ขึ้นเขา-ลงเขา มาฝากกันครับ

1. ขาขึ้นควรใช้เกียร์ต่ำ

ทางขึ้นเขาจะมีความชันมาก รถจึงต้องการแรงมากกว่าการขับรถบนถนนปกติทั่วไป และเกียร์ที่สามารถใช้ในการขับรถขึ้นทางชันได้ ก็มีเพียงแค่เกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น (เกียร์ 1 และ 2 มีแรงมากกว่าเกียร์อื่น ๆ ) และหากรู้สึกว่ารถเริ่มไม่มีแรง ก็ให้ลดเกียร์ต่ำลงมาอีก เช่น ขับมาเกียร์ 2 แล้วรถเริ่มอืด ๆ ให้ลดเกียร์มาเป็นเกียร์ 1 แทน จะทำให้รถมีแรงมากขึ้นครับ ส่วนรถเกียร์ออโต้ ให้เปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่ง “L” ครับ

2. ขาลงให้ใช้เกียร์ต่ำเช่นกัน

สำหรับการขับรถขาลงเขา ก็ควรใช้เกียร์ต่ำเหมือนกับขาขึ้นเขานะครับ แต่ขาลง รถไม่ต้องการแรงมากเท่าไหร่ แค่ต้องการแรงฉุดเพื่อให้รถวิ่งช้าลง ซึ่งการใช้เกียร์ต่ำวิ่งลงทางชันนั้น จะทำให้เครื่องยนต์มีแรงฉุดมาก เคลื่อนที่ได้ไม่เร็ว ทำให้สามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจครับ อีกทั้ง ทางลงเขาควรอยู่ที่เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้นครับ และห้ามดับรถหรือใช้เกียร์ว่างลงเขาเด็ดขาด!

3. ระวังทางโค้ง

ปกติแล้วทางขึ้นเขาจะตัดถนนเป็นทางโค้งคดเคี้ยวไปมา ยิ่งภูเขาสูงมากเท่าไหร่ ถนนก็ยิ่งคดเคี้ยว เพราะทางโค้งใช้สำหรับลดความลาดชันของพื้นที่ให้รถสามารถขับขึ้นไปได้ ซึ่งทางโค้งบนเขานั้น มักจะมีต้นไม้บังถนนอีกฝั่ง เวลาเข้าโค้งจึงควรขับชิดซ้ายเอาไว้ครับ เผื่อมีรถอีกฝั่งแซงมาในทางโค้งจะได้หลบหลีกได้ทันครับ

4. ห้ามแซง

เนื่องจากถนนบนเขานั้นมีความแคบและคดเคี้ยวมาก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรถอีกฝั่งได้ชัดเจน เพราะถูกทางโค้งหรือต้นไม้บดบัง จึงไม่ควรขับแซงในเขตห้ามแซง หรือไม่ควรขับแซงในที่ที่ไม่สามารถมองเห็นรถอีกฝั่งได้ เนื่องจากอุบัติเหตุบนเขาส่วนใหญ่ก็มาจากการแซงทางโค้ง หรือแซงโดยที่มองรถอีกฝั่งไม่เห็นนี่แหละครับ

5. คำนวณระยะเบรกในทางลง

สำหรับทางลงเขาจะซึ่งมีความชันมาก รถจะต้องการระยะเบรกเพิ่มขึ้นยาวกว่าปกติ เนื่องจากความลาดชันของพื้นที่และน้ำหนักของตัวรถจะมีผลให้รถเบรกได้ช้าลง ดังนั้น เวลาคุณเบรกขณะอยู่บนทางลงเขา ควรคำนวณระยะเบรกให้เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้สามารถเบรกได้อย่างเหมาะสม และไม่ไปชนรถคันข้างหน้าครับ

6. เร่งเครื่องอย่างสม่ำเสมอ

การเร่งเครื่องขึ้นเขาเราต้องเร่งเครื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งกำลังให้รถมีกำลังขึ้นเขาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในทางชันยาว ๆ ควรเร่งต่อเนื่องกันไป เพราะหากเร่ง ๆ หยุด ๆ จะทำให้รถเสียกำลังและไหลลงมาได้ ซึ่งอันตรายมากครับ

7. แตะเบรกเป็นระยะ

ในทางลงเขา แรงฉุดจากเครื่องยนต์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมีการแตะเบรกช่วยด้วย เพื่อชะลอความเร็วของรถ แต่อย่าแตะเบรกแช่ยาวนะครับ เพราะจะทำให้เบรกไหม้และเบรกไม่อยู่ ซึ่งอันตรายมาก ๆ ทางที่ดีเราควรแตะเบรกในจังหวะที่จำเป็นเท่านั้น และควรตรวจสอบเบรกรถยนต์ของท่านก่อนออกเดินทาง ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งานครับ
 
cr : moneyguru

SHARE

10 วิธีลดเสี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม 10 วิธีลดเสี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม

สังคมในปัจจุบันหนุ่มสาววัยทำงานต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลาจนแทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือความเครียดจากการทำงานที่ต้องเร่งรีบให้ทันท่วงที สิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ ทั้ง หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ หรือที่เรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม”

สังคมในปัจจุบันหนุ่มสาววัยทำงานต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลาจนแทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือความเครียดจากการทำงานที่ต้องเร่งรีบให้ทันท่วงที สิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ ทั้ง หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ หรือที่เรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม”

อ่านต่อ

9 เคล็ดไม่ลับแบบ DIY ที่สามารถนำมาใช้กับรถคันเก่ง 9 เคล็ดไม่ลับแบบ DIY ที่สามารถนำมาใช้กับรถคันเก่ง

รวม 9 วิธี ในการบำรุงรักษาและทำความสะอาดรถยนต์แบบ DIY ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นได้และไม่สิ้นเปลืองด้วยตัวเอง

รวม 9 วิธี ในการบำรุงรักษาและทำความสะอาดรถยนต์แบบ DIY ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นได้และไม่สิ้นเปลืองด้วยตัวเอง

อ่านต่อ

ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศเริ่มให้ความคุ้มครองเมื่อไร ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศเริ่มให้ความคุ้มครองเมื่อไร

ใกล้ช่วงวันหยุดยาว หลาย ๆ คนอาจจะกำลังจะเตรียมวางแผนการท่องเที่ยวต่างแดนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิตและเป็นรางวัลหลังการทำงานในแต่ละปี ทั้งนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว, ศึกษาต่อหรือเข้าร่วมประชุมในต่างประเทศก็ตาม ผู้เดินทางควรต้องซื้อประกันภัยการเดินทางต่างประเทศเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียหรือสูญหายของทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ซึ่งผู้เดินทางควรทำความเข้าใจเงื่อนไขในการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศก่อนเริ่มต้นการเดินทาง

ใกล้ช่วงวันหยุดยาว หลาย ๆ คนอาจจะกำลังจะเตรียมวางแผนการท่องเที่ยวต่างแดนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิตและเป็นรางวัลหลังการทำงานในแต่ละปี ทั้งนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว, ศึกษาต่อหรือเข้าร่วมประชุมในต่างประเทศก็ตาม ผู้เดินทางควรต้องซื้อประกันภัยการเดินทางต่างประเทศเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียหรือสูญหายของทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ซึ่งผู้เดินทางควรทำความเข้าใจเงื่อนไขในการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศก่อนเริ่มต้นการเดินทาง

อ่านต่อ