TH

|

EN

ซื้อบ้านใหม่ต้องทำประกันอะไรบ้าง?

ซื้อบ้านใหม่ต้องทำประกันอะไรบ้าง?

เมษายน 23, 2561 |
โพสโดย : maxi |

ประกันภัยที่เจ้าของบ้านจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้บ้านหลังนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนอง หรือเรียกง่ายๆ คือกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้าน ผู้กู้จะต้องถูกบังคับให้ทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งกรมธรรม์ชนิดนี้ให้ความคุ้มครองภัย 6 อย่าง ได้แก่ ไฟไหม้, ฟ้าผ่า, ระเบิด, ภัยจากยานพาหนะ, ภัยจากอากาศยาน และภัยเนื่องจากน้ำ  

              อย่างไรก็ตาม “ภัยเนื่องจากน้ำ” ในที่นี้หมายถึงภัยหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ จากการปล่อย รั่วไหลล้นจากท่อน้ำ ถังน้ำ รวมถึงน้ำฝนที่ผ่านเข้าทางท่ออากาศที่ชำรุด ทั้งนี้โดยไม่รวมถึงน้ำท่วมและท่อประปาที่แตกนอกอาคาร จากเงื่อนไขความคุ้มครองดังกล่าวจึงเห็นว่ากรณีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา หลายบ้านที่ทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยไว้ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง ยกเว้นคนที่ได้ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมจากกรณี “น้ำท่วม”ไว้เท่านั้น

              เนื่องจากความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยจะคุ้มครองเฉพาะตัวบ้านเท่านั้น ดังนั้นนอกจากประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแล้ว บางครั้งอาจจำเป็นต้องทำประกันภัยทรัพย์สิน ซึ่งจะคุ้มครองความเสียหายของบรรดาเฟอร์นิเจอร์หรือของมีค่าต่างๆ ภายในบ้านด้วย และตอนนี้ก็มีประกันภัยพิบัติดังที่กล่าวข้างต้นอีกหนึ่งกรมธรรม์เพื่อเพิ่มความมั่นใจอีกชั้นหนึ่ง

  ในแง่ของค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยประกันกรณีที่อยู่อาศัยนั้นค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับความคุ้มครอง เช่น กรณีประกันอัคคีภัย เบี้ยประกันสำหรับบ้านมูลค่า 1,000,000 บาทจะอยู่ที่ประมาณ 900 บาทต่อปี ส่วนใหญ่มักทำระยะยาว คือคุ้มครอง 3 ปี เนื่องจากจะมีเบี้ยส่วนลด ดังนั้นค่าเบี้ยต่อการทำประกัน 1 ครั้งก็จะตกประมาณ  2,000 กว่าบาท ไม่ถึง 3,000 บาท ส่วนกรณีประกันภัยพิบัติ ค่าเบี้ยประกันต่อวงเงินคุ้มครอง 100,000 บาทก็เพียง 500 บาทต่อปีเท่านั้น

              ด้วยเหตุที่ประกันภัยพิบัติมีเพดานความคุ้มครองการจ่ายค่าสินไหมทดแทนคือ 100,000 บาท ดังนั้น สำหรับบ้านที่มีราคาหลายล้านบาท เจ้าของบ้านสามารถเพิ่มความคุ้มครองมากกว่า 100,000 บาทก็ได้ เพียงแต่การคิดค่าเบี้ยประกันในส่วนที่เกินจากความคุ้มครอง 100,000 บาทแรกนั้นอาจไม่ใช่ 0.5% อีกต่อไป แต่อาจเป็นอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากความคุ้มครองส่วนที่เกินนี้เป็นความคุ้มครองโดยเอกชนหรือบริษัทประกันไม่ใช่กองทุน และนอกจากนี้วิธีคิดเบี้ยประกันอาจแตกต่างจากกองทุนที่คิดอัตราเท่ากันทุกพื้นที่ ในขณะที่บริษัทประกันอาจคิดเบี้ยประกันตามอัตราเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ 

          ทั้งหมดจึงอยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าของบ้านแต่ละท่านตั้งแต่แรกว่า จะยอมรับความเสี่ยงเองโดยไม่คิดทำประกันใดๆ หรือจะให้บริษัทประกันเป็นคนรับความเสี่ยง โดยยอมซื้อประกันเพื่อจะได้รับความคุ้มครอง รวมไปถึงสัดส่วนความคุ้มครองว่าต้องการแค่ไหน

ที่มา นิตยสาร Home Buyers Guid

ประกันภัยที่เจ้าของบ้านจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้บ้านหลังนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนอง หรือเรียกง่ายๆ คือกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้าน ผู้กู้จะต้องถูกบังคับให้ทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งกรมธรรม์ชนิดนี้ให้ความคุ้มครองภัย 6 อย่าง ได้แก่ ไฟไหม้, ฟ้าผ่า, ระเบิด, ภัยจากยานพาหนะ, ภัยจากอากาศยาน และภัยเนื่องจากน้ำ  

              อย่างไรก็ตาม “ภัยเนื่องจากน้ำ” ในที่นี้หมายถึงภัยหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ จากการปล่อย รั่วไหลล้นจากท่อน้ำ ถังน้ำ รวมถึงน้ำฝนที่ผ่านเข้าทางท่ออากาศที่ชำรุด ทั้งนี้โดยไม่รวมถึงน้ำท่วมและท่อประปาที่แตกนอกอาคาร จากเงื่อนไขความคุ้มครองดังกล่าวจึงเห็นว่ากรณีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา หลายบ้านที่ทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยไว้ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง ยกเว้นคนที่ได้ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมจากกรณี “น้ำท่วม”ไว้เท่านั้น

              เนื่องจากความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยจะคุ้มครองเฉพาะตัวบ้านเท่านั้น ดังนั้นนอกจากประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแล้ว บางครั้งอาจจำเป็นต้องทำประกันภัยทรัพย์สิน ซึ่งจะคุ้มครองความเสียหายของบรรดาเฟอร์นิเจอร์หรือของมีค่าต่างๆ ภายในบ้านด้วย และตอนนี้ก็มีประกันภัยพิบัติดังที่กล่าวข้างต้นอีกหนึ่งกรมธรรม์เพื่อเพิ่มความมั่นใจอีกชั้นหนึ่ง

  ในแง่ของค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยประกันกรณีที่อยู่อาศัยนั้นค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับความคุ้มครอง เช่น กรณีประกันอัคคีภัย เบี้ยประกันสำหรับบ้านมูลค่า 1,000,000 บาทจะอยู่ที่ประมาณ 900 บาทต่อปี ส่วนใหญ่มักทำระยะยาว คือคุ้มครอง 3 ปี เนื่องจากจะมีเบี้ยส่วนลด ดังนั้นค่าเบี้ยต่อการทำประกัน 1 ครั้งก็จะตกประมาณ  2,000 กว่าบาท ไม่ถึง 3,000 บาท ส่วนกรณีประกันภัยพิบัติ ค่าเบี้ยประกันต่อวงเงินคุ้มครอง 100,000 บาทก็เพียง 500 บาทต่อปีเท่านั้น

              ด้วยเหตุที่ประกันภัยพิบัติมีเพดานความคุ้มครองการจ่ายค่าสินไหมทดแทนคือ 100,000 บาท ดังนั้น สำหรับบ้านที่มีราคาหลายล้านบาท เจ้าของบ้านสามารถเพิ่มความคุ้มครองมากกว่า 100,000 บาทก็ได้ เพียงแต่การคิดค่าเบี้ยประกันในส่วนที่เกินจากความคุ้มครอง 100,000 บาทแรกนั้นอาจไม่ใช่ 0.5% อีกต่อไป แต่อาจเป็นอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากความคุ้มครองส่วนที่เกินนี้เป็นความคุ้มครองโดยเอกชนหรือบริษัทประกันไม่ใช่กองทุน และนอกจากนี้วิธีคิดเบี้ยประกันอาจแตกต่างจากกองทุนที่คิดอัตราเท่ากันทุกพื้นที่ ในขณะที่บริษัทประกันอาจคิดเบี้ยประกันตามอัตราเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ 

          ทั้งหมดจึงอยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าของบ้านแต่ละท่านตั้งแต่แรกว่า จะยอมรับความเสี่ยงเองโดยไม่คิดทำประกันใดๆ หรือจะให้บริษัทประกันเป็นคนรับความเสี่ยง โดยยอมซื้อประกันเพื่อจะได้รับความคุ้มครอง รวมไปถึงสัดส่วนความคุ้มครองว่าต้องการแค่ไหน

ที่มา นิตยสาร Home Buyers Guid

SHARE

Work-Life Balance Work-Life Balance

สร้างสมดุลในชีวิตและการทำงานไปพร้อม ๆ กัน เรารู้หรือยังว่าต้องทำอย่างไร เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน Gen Y ในตลาดแรงงานมีทัศนคติต่อการทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิม คือ เน้น Work-Life Balance ชอบที่จะให้การทำงานและการใช้ชีวิตที่สมดุลกัน จะไม่ทุ่มสุดตัวให้กับงานอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวและสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

สร้างสมดุลในชีวิตและการทำงานไปพร้อม ๆ กัน เรารู้หรือยังว่าต้องทำอย่างไร เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน Gen Y ในตลาดแรงงานมีทัศนคติต่อการทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิม คือ เน้น Work-Life Balance ชอบที่จะให้การทำงานและการใช้ชีวิตที่สมดุลกัน จะไม่ทุ่มสุดตัวให้กับงานอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวและสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

อ่านต่อ

ความแตกต่างระหว่าง โบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐาน กับ โบรกเกอร์เถื่อน ความแตกต่างระหว่าง โบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐาน กับ โบรกเกอร์เถื่อน

โบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐาน จะได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อเป็น ตัวแทน หรือ นายหน้าประกันภัย ทั้ง 2 คำนี้ มีความแตกต่างกันคือ

โบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐาน จะได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อเป็น ตัวแทน หรือ นายหน้าประกันภัย ทั้ง 2 คำนี้ มีความแตกต่างกันคือ

อ่านต่อ

โรคติดต่อยอดฮิต ที่มาพร้อมกับหน้าฝน

กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง

อ่านต่อ