TH

|

EN

Work-Life Balance

Work-Life Balance

มิถุนายน 26, 2561 |
โพสโดย : maxi |

Work-Life Balance

สร้างสมดุลในชีวิตและการทำงานไปพร้อม ๆ กัน เรารู้หรือยังว่าต้องทำอย่างไร  
          เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน Gen Y ในตลาดแรงงานมีทัศนคติต่อการทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิม คือ เน้น Work-Life Balance ชอบที่จะให้การทำงานและการใช้ชีวิตที่สมดุลกัน จะไม่ทุ่มสุดตัวให้กับงานอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวและสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
          แต่ถึงจะมีแนวคิดอย่างนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจจะทำได้ยากอยู่นะคะ ยิ่งกรณีที่มีกิจการเป็นของตัวเอง หากยังเป็นกิจการเล็ก ๆ ไหนจะต้องซื้อของเข้าร้าน จัดเตรียมของ ทำผลิตภัณฑ์ตามออร์เดอร์ เปิดหน้าร้าน ทำบัญชี เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเวลาว่างเลยจริงไหมคะ

ส่วนคนที่พยายามหางานเพื่อสร้าง Passive Income ก็ยิ่งต้องทุ่มเวลามากมายเพื่อสร้างธุรกิจ และสร้างความมั่นคงในธุรกิจ เพื่อที่จะได้สามารถสร้างรายได้เข้ามาเรื่อย ๆ จนอาจทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาให้กับครอบครัวหรือกิจกรรมอย่างอื่นได้เลย
          แม้คำจำกัดความของ Work-Life Balance จะแตกต่างออกไปแล้วแต่คน แต่เรามีเคล็ดลับการสร้าง Work-Life Balance จากเว็บไซต์ Masii.co.th ที่ใคร ๆ ก็นำไปปรับใช้ได้ในแบบของตัวเองมาฝากค่ะ

1. บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
          ทุกคนมีเวลาเท่ากันหมด แต่จะจัดสรรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายคนใช้เวลามากมายไปกับการทำงาน แต่ไม่มีการวางแผนที่ดีและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้การทำงานกินเวลาเยอะเกินไปก็มี บางคนถึงขนาดต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน ต้องทำงานล่วงเวลาเพราะทำไม่เสร็จตามเวลาทำงาน ผลที่ตามมาคือทำให้เวลาสำหรับการพักผ่อนหรือเวลาที่จะได้ใช้กับครอบครัวลดน้อยลงไป
          ฉะนั้น เราควรวางแผนเวลาของเราให้ดี หาวิธีการทำงานที่จะได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพในเวลาที่รวดเร็ว ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จภายในเมื่อไร เพื่อที่ว่าจะได้มีเวลาเอาไปทำอย่างอื่นด้วย เช่น ทานอาหารกับครอบครัว เล่นเกมกับลูก ๆ เป็นต้น

2. ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง
          เราอาจจะเคยเห็นตัวอย่างมานักต่อนักแล้วกับคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในชีวิตการทำงาน มีเงินหลายร้อยล้าน แต่กลับต้องเสียชีวิตเพราะมีโรคร้ายรุมเร้าเนื่องจากไม่ดูแลสุขภาพของตนเอง
          เราควรใส่ใจกับอาหารการกินของตัวเองมากขึ้นนะคะ กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายนี่แหละที่จะช่วยลดความเครียด และเราจะรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเมื่อร่างกายเราแข็งแรงขึ้น เราก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ

3. ชีวิตต้องมีเรื่องที่ไม่ใช่งานด้วย
         ถ้าเราทำแต่งานอย่างเดียว เกิดวันหนึ่งเราตกงานขึ้นมา หรือธุรกิจเราล้ม เราจะทำยังไง ? ช่วงที่หางานทำ เราจะทำอะไร แล้วตอนเกษียณล่ะ ? เราอาจจะตอบว่า ก็หางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปก่อนก็ได้ แต่ถึงยังไงเราก็ต้องมีความสนใจด้านอื่นบ้างเมื่อถึงเวลาที่งานไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตอีกต่อไป
         ในชีวิตเราต้องมีกิจกรรมอย่างอื่นทำนอกเหนือจากงานบ้างค่ะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานหนักมาก ๆ ควรหาโอกาสลดความเครียดด้วยกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ไปเที่ยวต่างจังหวัด หางานอดิเรกที่จะช่วยเราผ่อนคลายความเครียด สร้างชีวิตชีวาให้ตัวเองบ้างค่ะ

4. ค่อยเป็นค่อยไปอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป
         สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเพราะมัวแต่ทุ่มความสนใจไปกับการทำงาน ลองปรับพฤติกรรมตัวเองดูดีกว่านะคะ แต่ไม่ต้องถึงกับสุดโต่งขนาดที่ว่า เริ่มวิ่งตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า 10 กิโลเมตร แบบนั้นก็จะง่อยเอา สรุปวันต่อไปวิ่งไม่ได้ เพราะขาไม่มีแรง กลายเป็นวิ่งได้เดือนละ 2 ครั้ง เพราะต้องพักให้หายเจ็บอีกหนึ่งสัปดาห์
         การเปลี่ยนแบบปุบปับจะทำให้เรามีปัญหา เพราะจะทำได้ไม่ตลอดนะคะ วิธีที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนวันละนิดวันละหน่อย แล้วค่อย ๆ สร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาแทนนิสัยเก่าที่เราไม่ต้องการค่ะ
         เราควรเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงก่อน เช่น จากเดิมที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย อาจจะเริ่มจากการแอโรบิกตอนเย็นสัก 30 นาที แค่สัปดาห์ละครั้ง หรือสองครั้งก่อน พอทำได้สำเร็จแล้วเราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย ฉันก็ทำได้นี่นา เราจะมีกำลังใจมากขึ้น หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับเป็นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เราต้องการ ค่อยเป็นค่อยไปดีที่สุดค่ะ

         การทำงานเพื่อหาเงินเป็นเรื่องที่เราแทบจะเลี่ยงกันไม่ได้เลย เพราะเงินเป็นสิ่งจำเป็นในแทบจะทุกก้าวของชีวิตเรา แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับชีวิตด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำงานด้วยนะคะ ทั้งด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สุขภาพร่างกายของตัวเอง และเวลาที่จะหาความสุขให้กับตนเอง
         ชีวิตเราจะมีความหมายอะไร หากมีแต่งานอย่างเดียว โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากให้เราได้สัมผัส ขอให้ทุกคนหาความสมดุลระหว่างชีวิตทำงานและชีวิตของตนเองให้เจอ และรักษามันไว้ให้ได้นะคะ

Work-Life Balance

สร้างสมดุลในชีวิตและการทำงานไปพร้อม ๆ กัน เรารู้หรือยังว่าต้องทำอย่างไร 
          เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน Gen Y ในตลาดแรงงานมีทัศนคติต่อการทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิม คือ เน้น Work-Life Balance ชอบที่จะให้การทำงานและการใช้ชีวิตที่สมดุลกัน จะไม่ทุ่มสุดตัวให้กับงานอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวและสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
          แต่ถึงจะมีแนวคิดอย่างนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจจะทำได้ยากอยู่นะคะ ยิ่งกรณีที่มีกิจการเป็นของตัวเอง หากยังเป็นกิจการเล็ก ๆ ไหนจะต้องซื้อของเข้าร้าน จัดเตรียมของ ทำผลิตภัณฑ์ตามออร์เดอร์ เปิดหน้าร้าน ทำบัญชี เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเวลาว่างเลยจริงไหมคะ

ส่วนคนที่พยายามหางานเพื่อสร้าง Passive Income ก็ยิ่งต้องทุ่มเวลามากมายเพื่อสร้างธุรกิจ และสร้างความมั่นคงในธุรกิจ เพื่อที่จะได้สามารถสร้างรายได้เข้ามาเรื่อย ๆ จนอาจทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาให้กับครอบครัวหรือกิจกรรมอย่างอื่นได้เลย
          แม้คำจำกัดความของ Work-Life Balance จะแตกต่างออกไปแล้วแต่คน แต่เรามีเคล็ดลับการสร้าง Work-Life Balance จากเว็บไซต์ Masii.co.th ที่ใคร ๆ ก็นำไปปรับใช้ได้ในแบบของตัวเองมาฝากค่ะ

1. บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

          ทุกคนมีเวลาเท่ากันหมด แต่จะจัดสรรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายคนใช้เวลามากมายไปกับการทำงาน แต่ไม่มีการวางแผนที่ดีและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้การทำงานกินเวลาเยอะเกินไปก็มี บางคนถึงขนาดต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน ต้องทำงานล่วงเวลาเพราะทำไม่เสร็จตามเวลาทำงาน ผลที่ตามมาคือทำให้เวลาสำหรับการพักผ่อนหรือเวลาที่จะได้ใช้กับครอบครัวลดน้อยลงไป
          ฉะนั้น เราควรวางแผนเวลาของเราให้ดี หาวิธีการทำงานที่จะได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพในเวลาที่รวดเร็ว ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จภายในเมื่อไร เพื่อที่ว่าจะได้มีเวลาเอาไปทำอย่างอื่นด้วย เช่น ทานอาหารกับครอบครัว เล่นเกมกับลูก ๆ เป็นต้น

2. ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง
          เราอาจจะเคยเห็นตัวอย่างมานักต่อนักแล้วกับคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในชีวิตการทำงาน มีเงินหลายร้อยล้าน แต่กลับต้องเสียชีวิตเพราะมีโรคร้ายรุมเร้าเนื่องจากไม่ดูแลสุขภาพของตนเอง
          เราควรใส่ใจกับอาหารการกินของตัวเองมากขึ้นนะคะ กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายนี่แหละที่จะช่วยลดความเครียด และเราจะรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเมื่อร่างกายเราแข็งแรงขึ้น เราก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ

3. ชีวิตต้องมีเรื่องที่ไม่ใช่งานด้วย
         ถ้าเราทำแต่งานอย่างเดียว เกิดวันหนึ่งเราตกงานขึ้นมา หรือธุรกิจเราล้ม เราจะทำยังไง ? ช่วงที่หางานทำ เราจะทำอะไร แล้วตอนเกษียณล่ะ ? เราอาจจะตอบว่า ก็หางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปก่อนก็ได้ แต่ถึงยังไงเราก็ต้องมีความสนใจด้านอื่นบ้างเมื่อถึงเวลาที่งานไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตอีกต่อไป
         ในชีวิตเราต้องมีกิจกรรมอย่างอื่นทำนอกเหนือจากงานบ้างค่ะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานหนักมาก ๆ ควรหาโอกาสลดความเครียดด้วยกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ไปเที่ยวต่างจังหวัด หางานอดิเรกที่จะช่วยเราผ่อนคลายความเครียด สร้างชีวิตชีวาให้ตัวเองบ้างค่ะ

4. ค่อยเป็นค่อยไปอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป
         สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเพราะมัวแต่ทุ่มความสนใจไปกับการทำงาน ลองปรับพฤติกรรมตัวเองดูดีกว่านะคะ แต่ไม่ต้องถึงกับสุดโต่งขนาดที่ว่า เริ่มวิ่งตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า 10 กิโลเมตร แบบนั้นก็จะง่อยเอา สรุปวันต่อไปวิ่งไม่ได้ เพราะขาไม่มีแรง กลายเป็นวิ่งได้เดือนละ 2 ครั้ง เพราะต้องพักให้หายเจ็บอีกหนึ่งสัปดาห์
         การเปลี่ยนแบบปุบปับจะทำให้เรามีปัญหา เพราะจะทำได้ไม่ตลอดนะคะ วิธีที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนวันละนิดวันละหน่อย แล้วค่อย ๆ สร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาแทนนิสัยเก่าที่เราไม่ต้องการค่ะ
         เราควรเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงก่อน เช่น จากเดิมที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย อาจจะเริ่มจากการแอโรบิกตอนเย็นสัก 30 นาที แค่สัปดาห์ละครั้ง หรือสองครั้งก่อน พอทำได้สำเร็จแล้วเราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย ฉันก็ทำได้นี่นา เราจะมีกำลังใจมากขึ้น หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับเป็นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เราต้องการ ค่อยเป็นค่อยไปดีที่สุดค่ะ

         การทำงานเพื่อหาเงินเป็นเรื่องที่เราแทบจะเลี่ยงกันไม่ได้เลย เพราะเงินเป็นสิ่งจำเป็นในแทบจะทุกก้าวของชีวิตเรา แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับชีวิตด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำงานด้วยนะคะ ทั้งด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สุขภาพร่างกายของตัวเอง และเวลาที่จะหาความสุขให้กับตนเอง
         ชีวิตเราจะมีความหมายอะไร หากมีแต่งานอย่างเดียว โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากให้เราได้สัมผัส ขอให้ทุกคนหาความสมดุลระหว่างชีวิตทำงานและชีวิตของตนเองให้เจอ และรักษามันไว้ให้ได้นะคะ

SHARE

มารู้จัก 7 อาหารต้านโรคหวัดในหน้าฝน มารู้จัก 7 อาหารต้านโรคหวัดในหน้าฝน

สิ่งที่มาพร้อมกับฝนก็คือไวรัสหวัด การป้องกันนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ไม่โดนฝน แล้วนั้น อาหารก็มีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนะคะ

สิ่งที่มาพร้อมกับฝนก็คือไวรัสหวัด การป้องกันนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ไม่โดนฝน แล้วนั้น อาหารก็มีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนะคะ

อ่านต่อ

6 ทางออกสำหรับบุคคลที่จ่ายเบี้ยประกันไม่ไหว 6 ทางออกสำหรับบุคคลที่จ่ายเบี้ยประกันไม่ไหว

หลายคนคงตั้งคำถามว่าประกันเนี่ยอะเหรอจะมาแบ่งเบาภาระเงินได้ ไหนจะต้องกินต้องใช้ หรือยังต้องจ่ายเงินภาษีประจำปีอีก ยิ่งถ้าถือประกันแล้วก็ต้องส่งค่าเบี้ยประกัน ไม่ไหวอ่ะๆ แต่รู้ไหมว่าการถือประกันเนี่ยนะ นอกจากเกิดอะไรขึ้นมาก็กระจายความเสี่ยงให้ บางทีพ่อเจ็บป่วย ทำประกันชีวิตให้พ่อแม่ทิ้งไว้นี่แหละ ก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากนัก

หลายคนคงตั้งคำถามว่าประกันเนี่ยอะเหรอจะมาแบ่งเบาภาระเงินได้ ไหนจะต้องกินต้องใช้ หรือยังต้องจ่ายเงินภาษีประจำปีอีก ยิ่งถ้าถือประกันแล้วก็ต้องส่งค่าเบี้ยประกัน ไม่ไหวอ่ะๆ แต่รู้ไหมว่าการถือประกันเนี่ยนะ นอกจากเกิดอะไรขึ้นมาก็กระจายความเสี่ยงให้ บางทีพ่อเจ็บป่วย ทำประกันชีวิตให้พ่อแม่ทิ้งไว้นี่แหละ ก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากนัก

อ่านต่อ

เพราะแม่...คือคนสำคัญที่สุดของลูก เพราะแม่...คือคนสำคัญที่สุดของลูก

วันแม่ปีนี้....คุณมีไอเดียสำหรับของขวัญดีๆ มอบให้ท่านแล้วหรือยัง? ประกันสุขภาพ "รักแม่" เพื่อแม่.........ความคุ้มค่าที่มากกว่า+++

วันแม่ปีนี้....คุณมีไอเดียสำหรับของขวัญดีๆ มอบให้ท่านแล้วหรือยัง? ประกันสุขภาพ "รักแม่" เพื่อแม่.........ความคุ้มค่าที่มากกว่า+++

อ่านต่อ