TH

|

EN

โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายที่ป้องกันได้

โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายที่ป้องกันได้

กรกฎาคม 23, 2561 |
โพสโดย : maxi |

รู้หรือไม่

-ไข้เลือดออกมีพาหะคือยุงลาย แพร่เชื้อได้เมื่อยุงกัดคนที่มีเชื้อแล้วไปกัดคนอื่นต่อไป อีกทั้งยังแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วจากแม่ยุงไปสู่ลูกยุง เพราะช่วงชีวิต 60 วันของยุงตัวเมียหนึ่งตัวจะมีลูกได้มากถึง 500 ตัว

-ถ้ามีไข้เกิน 3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรง

- การป้องกันตัวเองจากโรคไข้เลือดออกคือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัดและการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย

ช่วงหลังมานี้มักจะมีข่าวคนเป็นไข้เลือดออกกันบ่อยๆ โดยเฉพาะไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต ทำให้หลายคนค่อนข้างเป็นกังวลเวลาที่ถูกยุงกัดหรือต้องไปอยู่ในที่ที่มียุงชุกชุม เพราะพาหะนำเชื้อไข้เลือดออกก็คือยุงลายนั่นเอง โดย แพทย์หญิงวิไลรัตน์ หล้ามาชน กุมารแพทย์ คลินิกเด็ก โรงพยาบาลหัวเฉียว อธิบายว่า ไข้เลือดออกเกิดจากไวรัสเด็งกี (Dengue) ซึ่งมีพาหะคือยุงลาย เมื่อยุงลายไปกัดคนที่มีเชื้อนี้อยู่มันจะสามารถเก็บเชื้อไว้ในตัวได้ และหากไปกัดคนอื่นต่อก็เป็นการแพร่เชื้อได้โดยอัตโนมัติ หรือไม่ถ้ายุงลายที่มีเชื้ออยู่วางไข่มีลูก            เชื้อไวรัสเด็งกีก็จะแพร่ไปสู่ลูกซึ่งเป็นการแพร่กระจายเชื้อออกไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะในช่วงชีวิต 60 วันของยุง   ตัวเมียหนึ่งตัวจะมีลูกได้มากถึง 500 ตัว ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าหากในพื้นที่ไหนมีคนเป็นไข้เลือดออก เชื้อจะระบาดอย่างหนักในพื้นที่นั้น

ส่วนความน่ากลัวของไข้เลือดออก คุณหมอให้ข้อมูลว่าความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสเด็งกีซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ แยกเป็นประเภทรุนแรง 2 สายพันธุ์และไม่รุนแรง 2 สายพันธุ์ แต่การที่จะระบุว่าผู้ป่วยรายใดได้รับเชื้อสายพันธุ์ใดนั้น ต้องส่งตรวจเลือดที่กรมวิทย์ฯ และใช้เวลานานประมาณ 2 สัปดาห์จึงได้ผลเลือด ซึ่งอาจไม่ช่วยใน

สำหรับการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาจำเพาะ แต่จะใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น ระยะไข้ให้กินยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่หากมีไข้เกิน 3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรง เพราะในคนปกติจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000 - 400,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 - 40g/dl ฉะนั้นหากเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นมากถึง 42 - 45g/dl ต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยด่วน

หากอยู่ในระยะช็อกคุณหมอจะให้กินเกลือแร่ เพราะเมื่อเกล็ดเลือดต่ำความสามารถในการห่อหุ้มน้ำเลือดของหลอดเลือดจะลดลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกมาได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อกินเกลือแร่เข้าไปจะสามารถทดแทนน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่หากเป็นระยะที่มีความผิดปกติมาก มีอาการช็อก หรือผู้ป่วยไม่สามารถทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือชนิดพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะรั่วซึมออกมาช้าลง เพื่อช่วยบรรเทาอาการ

น่ากลัวอย่างนี้ฟังดูแล้วคงไม่มีใครอยากเป็นไข้เลือดออกเป็นแน่ วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกันตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะยุงลาย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่ายุงตัวไหนจะมีหรือไม่มีเชื้อไวรัสเด็งกี การป้องกันไม่ให้ยุงกัดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และที่สำคัญคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถแพร่พันธุ์และแพร่เชื้อโรคได้ ฉะนั้นเมื่อเห็นน้ำขังตรงไหนต้องรีบจัดการทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

 

---------------------------------------------------------------------

ที่มา : แพทย์หญิงวิไลรัตน์ หล้ามาชน กุมารแพทย์ คลินิกเด็ก โรงพยาบาลหัวเฉียว

 

รู้หรือไม่

-ไข้เลือดออกมีพาหะคือยุงลาย แพร่เชื้อได้เมื่อยุงกัดคนที่มีเชื้อแล้วไปกัดคนอื่นต่อไป อีกทั้งยังแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วจากแม่ยุงไปสู่ลูกยุง เพราะช่วงชีวิต 60 วันของยุงตัวเมียหนึ่งตัวจะมีลูกได้มากถึง 500 ตัว

-ถ้ามีไข้เกิน 3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรง

- การป้องกันตัวเองจากโรคไข้เลือดออกคือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัดและการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย

ช่วงหลังมานี้มักจะมีข่าวคนเป็นไข้เลือดออกกันบ่อยๆ โดยเฉพาะไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต ทำให้หลายคนค่อนข้างเป็นกังวลเวลาที่ถูกยุงกัดหรือต้องไปอยู่ในที่ที่มียุงชุกชุม เพราะพาหะนำเชื้อไข้เลือดออกก็คือยุงลายนั่นเอง โดย แพทย์หญิงวิไลรัตน์ หล้ามาชน กุมารแพทย์ คลินิกเด็ก โรงพยาบาลหัวเฉียว อธิบายว่า ไข้เลือดออกเกิดจากไวรัสเด็งกี (Dengue) ซึ่งมีพาหะคือยุงลาย เมื่อยุงลายไปกัดคนที่มีเชื้อนี้อยู่มันจะสามารถเก็บเชื้อไว้ในตัวได้ และหากไปกัดคนอื่นต่อก็เป็นการแพร่เชื้อได้โดยอัตโนมัติ หรือไม่ถ้ายุงลายที่มีเชื้ออยู่วางไข่มีลูก            เชื้อไวรัสเด็งกีก็จะแพร่ไปสู่ลูกซึ่งเป็นการแพร่กระจายเชื้อออกไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะในช่วงชีวิต 60 วันของยุง   ตัวเมียหนึ่งตัวจะมีลูกได้มากถึง 500 ตัว ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าหากในพื้นที่ไหนมีคนเป็นไข้เลือดออก เชื้อจะระบาดอย่างหนักในพื้นที่นั้น

ส่วนความน่ากลัวของไข้เลือดออก คุณหมอให้ข้อมูลว่าความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสเด็งกีซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ แยกเป็นประเภทรุนแรง 2 สายพันธุ์และไม่รุนแรง 2 สายพันธุ์ แต่การที่จะระบุว่าผู้ป่วยรายใดได้รับเชื้อสายพันธุ์ใดนั้น ต้องส่งตรวจเลือดที่กรมวิทย์ฯ และใช้เวลานานประมาณ 2 สัปดาห์จึงได้ผลเลือด ซึ่งอาจไม่ช่วยใน

สำหรับการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาจำเพาะ แต่จะใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น ระยะไข้ให้กินยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่หากมีไข้เกิน 3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรง เพราะในคนปกติจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000 - 400,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 - 40g/dl ฉะนั้นหากเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นมากถึง 42 - 45g/dl ต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยด่วน

หากอยู่ในระยะช็อกคุณหมอจะให้กินเกลือแร่ เพราะเมื่อเกล็ดเลือดต่ำความสามารถในการห่อหุ้มน้ำเลือดของหลอดเลือดจะลดลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกมาได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อกินเกลือแร่เข้าไปจะสามารถทดแทนน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่หากเป็นระยะที่มีความผิดปกติมาก มีอาการช็อก หรือผู้ป่วยไม่สามารถทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือชนิดพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะรั่วซึมออกมาช้าลง เพื่อช่วยบรรเทาอาการ

น่ากลัวอย่างนี้ฟังดูแล้วคงไม่มีใครอยากเป็นไข้เลือดออกเป็นแน่ วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกันตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะยุงลาย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่ายุงตัวไหนจะมีหรือไม่มีเชื้อไวรัสเด็งกี การป้องกันไม่ให้ยุงกัดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และที่สำคัญคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถแพร่พันธุ์และแพร่เชื้อโรคได้ ฉะนั้นเมื่อเห็นน้ำขังตรงไหนต้องรีบจัดการทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

 

---------------------------------------------------------------------

ที่มา : แพทย์หญิงวิไลรัตน์ หล้ามาชน กุมารแพทย์ คลินิกเด็ก โรงพยาบาลหัวเฉียว

 

SHARE

อาการซึมเศร้าในผู้สูงวัยอันตรายกว่าที่คิด อาการซึมเศร้าในผู้สูงวัยอันตรายกว่าที่คิด

ภาวะอารมณ์เศร้า หรือโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-life depression) เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดในผู้สูงวัย ช่วงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 แบบ คือ อาการซึมเศร้าที่เป็นมาก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และที่เกิดในช่วงที่เข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงวัยพบมากถึง 10-20 % ของประชากร และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่หย่าร้าง อยู่ตัวคนเดียว หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก จะมีความเสี่ยงกับภาวะนี้มากขึ้น

ภาวะอารมณ์เศร้า หรือโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-life depression) เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดในผู้สูงวัย ช่วงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 แบบ คือ อาการซึมเศร้าที่เป็นมาก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และที่เกิดในช่วงที่เข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงวัยพบมากถึง 10-20 % ของประชากร และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่หย่าร้าง อยู่ตัวคนเดียว หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก จะมีความเสี่ยงกับภาวะนี้มากขึ้น

อ่านต่อ

ซื้อบ้านใหม่ต้องทำประกันอะไรบ้าง? ซื้อบ้านใหม่ต้องทำประกันอะไรบ้าง?

ประกันภัยที่เจ้าของบ้านจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้บ้านหลังนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนอง หรือเรียกง่ายๆ คือกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้าน ผู้กู้จะต้องถูกบังคับให้ทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งกรมธรรม์ชนิดนี้ให้ความคุ้มครองภัย 6 อย่าง ได้แก่ ไฟไหม้, ฟ้าผ่า, ระเบิด, ภัยจากยานพาหนะ, ภัยจากอากาศยาน และภัยเนื่องจากน้ำ

ประกันภัยที่เจ้าของบ้านจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้บ้านหลังนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนอง หรือเรียกง่ายๆ คือกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้าน ผู้กู้จะต้องถูกบังคับให้ทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งกรมธรรม์ชนิดนี้ให้ความคุ้มครองภัย 6 อย่าง ได้แก่ ไฟไหม้, ฟ้าผ่า, ระเบิด, ภัยจากยานพาหนะ, ภัยจากอากาศยาน และภัยเนื่องจากน้ำ

อ่านต่อ

รู้ทัน ‘มะเร็ง’ ยอดฮิต สำหรับพนักงานออฟฟิศ รู้ทัน ‘มะเร็ง’ ยอดฮิต สำหรับพนักงานออฟฟิศ

“มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่ได้ชื่อว่าคร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุการตายสูงสุดอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โรคร้ายดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย ยังนำความทุกข์ทรมานใจมาสู่คนรอบข้างอีกด้วย สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และเพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงที

“มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่ได้ชื่อว่าคร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุการตายสูงสุดอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โรคร้ายดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย ยังนำความทุกข์ทรมานใจมาสู่คนรอบข้างอีกด้วย สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และเพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงที

อ่านต่อ