ด้านการขนส่ง

การประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล  

การประกันภัยการขนส่งทางทะเล เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้ส่งออกและผู้นำเข้าในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยจะให้ความคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าจากภัยต่างๆ ในระหว่างการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งโดย เรือเดินทะเล, เครื่องบิน, รถยนต์, รถไฟ หรือทางไปรษณีย์ ประโยชน์ของการประกันภัยการขนส่งทางทะเล คือ การชดเชยความสูญเสียทางการเงินจาก ความสูญเสียหรือความเสียหายของสินค้า ซึ่งไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่ง

โดยส่วนใหญ่หลักการชดใช้ภายใต้กรมธรรม์ขนส่งสินค้าทางทะเลนี้ จะใช้หลักความคุ้มครองชดใช้ภายใต้หลักสากลของ Institute Cargo Clause (ICC) สำหรับความเสียหายของทรัพย์สินที่ขนส่ง ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยความคุ้มครองจะกำหนดได้โดยเริ่มต้นจากแหล่งที่ผลิตสินค้า โกดัง ท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ และสิ้นสุดในกรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • ขนส่งไปยังสถานที่ๆระบุของผู้รับสินค้า หรือโกดังเก็บสินค้าสุดท้ายปลายทาง
  • ขนส่งไปยังสถานที่เก็บสินค้าชั่วคราวเพื่อรอการขนส่งต่อไปยังสถานที่อื่นๆ
  • ความคุ้มครองจะยังสามารถขยายต่ออีก 60 วันหลังจากส่งถึงสถานที่เก็บสินค้าชั่วคราว หรือขนส่งถึงสถานที่ปลายทางที่ระบุไว้

ตัวอย่างเงื่อนไขในการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดประกัน:

  • FOB (Free On Board) – ผู้ซื้อเป็นผู้จัดประกันภัย
  • C & F (Cost and Freight) - ผู้ซื้อเป็นผู้จัดประกันภัย
  • CIF (Cost Insurance and Freight) - ผู้ขายเป็นผู้จัดประกันภัย

ตัวอย่างเงื่อนไขความคุ้มครองในแต่ละประเภทกรมธรรม์สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ :

ภัยICC(A)ICC(B)ICC(C)
ไฟไหม้ และ การระเบิด000
ตัวเรือเกยตื้น ติดสันดร จม หรือ พลิกคว่ำ000
การพลิกค่ำ หรือ ตกราง (ในกรณีขนส่งทางบก)000
การชนกับเรือลำอื่น พาหนะขนส่งอื่นๆ หรือวัตถุอื่นๆที่ไม่ใช่น้ำ000
กรณีสละสินค้าที่ท่าเรือเพื่อซ่อมเรือที่ใกล้กับบริเวณที่เกิดภัยพิบัติ000
แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือ ฟ้าฝ่า00x
การเฉลี่ยค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาเรือตามกฏ General Average000
การโยนสินค้าออกเพื่อทำให้เรือหรือเครื่องบินเบาขึ้น000
คลื่นซัดสินค้าทำให้หล่นจากเรือ00x
น้ำเข้าเรือ เข้าพาหนะ เข้าคอนเทรนเนอร์ หรือสถานที่ที่เก็บสินค้า และทำให้สินค้าเสียหาย00x
เสียหายทั้งหมดต่อบรรจุภัณฑ์ของสินค้า หรือความเสียหายจากการหล่น กระแทกในระหว่างการยกขึ้น ยกลง จากพาหนะที่ใช้ขนส่ง00x
ค่าใช้จ่ายในการกู้ซากสินค้า000
ความเสียหายที่เกิดจากการ ขโมย โจรสลัด และส่งสินค้าไม่ถึงปลายทาง0xx

0 - คุ้มครอง, x - ไม่คุ้มครอง

ประเภทของกรมธรรม์

ประเภทของกรมธรรม์การขนส่ง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของ ความเสี่ยงของผู้ประกอบการและจำนวนปริมาณความถี่การขนส่งดังนี้

1) ประเภทกรมธรรม์เดี่ยว

เป็นการออกกรมธรรม์เป็นครั้งๆเพื่อคุ้มครองสินค้าที่นำเข้าและส่งออกที่มีจำนวนไม่สม่ำเสมอ จะคุ้มครองเป็นต่อเที่ยวของการขนส่งนั้นๆ ซึ่งจะมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดความคุ้มครองตามที่ผู้เอาประกันภัยกำหนด

2) ประเภทกรมธรรม์เปิด (Open Cover)

เป็นการออกกรมธรรม์หลักที่เปิดให้ผู้ประกอบการนั้นๆสามารถขนส่งสินค้าที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ได้ตลอดอายุกรมธรรม์ได้โดยไม่ต้องแจ้งความคุ้มครองล่วงหน้าก่อนเริ่มขนส่ง ซึ่งกรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ (หากสินค้า เส้นทาง และเงื่อนไขการขนส่งตามเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์) แต่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรวบรวมแจ้งบริษัทประกันภัยทราบถึงปริมาณการขนส่งสินค้าต่างๆที่เกิดขึ้นตามจริงนั้น (รายเดือน / ราย 3 เดือน / รายปี) เป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้เอาประกันภัยที่มีการขนส่งสินค้าจำนวนมากๆและเที่ยวการขนส่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันการลืมแจ้งประกันภัยให้เริ่มความคุ้มครอง โดยผู้เอาประกันภัยอาจต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยในอัตรา 65 – 80% ของเบี้ยทั้งหมดประเมินจากยอดประมาณการขนส่งทั้งปีก่อน และปรับปรุงยอดเบี้ยประกันภัยอีกครั้งตามจำนวนที่ได้แจ้งแท้จริงภายหลัง


ข้อยกเว้นทั่วไปในกรมธรรม์การขนส่ง (ทางเรือและอากาศ)

  • 1. การเสื่อมสภาพของสินค้าเอง ที่เป็นไปตามธรรมชาติ
  • 2. ยกเลิก ระงับ โดยศุลกากร
  • 3. ใช้บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสม หรือไม่แข็งแรงพอ
  • 4. การละทิ้งสินค้าโดยไม่ใครดูแล
  • 5. ปัญหาการชำระค่าสินค้าของคู้ค้า
  • 6. ทุจริต ยักยอก โดยลูกจ้าง
  • 7. การเสียลูกค้า หรือตลาด เนื่องจากการขนส่งที่ล่าช้า
  • 8. ความเสียหายที่เกินวงเงินคุ้มครองในกรมธรรม
  • 9. ความเสียหายที่เกิดกับสินค้าหลังจากการขนส่งเกิน 30 วัน
  • 10.สินค้าที่ระบุในใบตราส่งให้วางบนดาดฟ้าเรือ(ต้องแจ้งบริษัทประกันภัย)
  • 11.ความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือแรงกดอากาศ
  • 12.การแจ้งความเสียหายล่าช้าเกินกำหนด เช่น

    - ความเสียหายทั่วไป – 7 วัน,
    - ความเสียหายที่ต้องพิสูจน์ – 14 วัน,
    - สินค้าไม่ส่งถึงที่หมาย – 120 วัน 

  • 13.สินค้าเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว (ต้องแจ้งบริษัทประกันภัย)

การประกันภัยการขนส่งสินค้าในประเทศ  

เป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองถึงสินค้าที่ขนส่งในประเทศไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางรถยนต์, รถไฟ, ไปรษณีย์, เรือ, ฯลฯ ซี่งสามารถให้ความคุ้มครองสาเหตุความเสียหายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทกรรม์ที่ซื้อ เช่น การชน การคว่ำของพาหนะที่ใช้ขนส่ง รถไฟตกราง ไฟไหม้ การขโมย เปียกน้ำ เรือเกยตื้น เรือจม ฯลฯ

การประกันภัยของผู้ปฏิบัติการท่าเรือ  

ผู้ประกอบการท่าเรือนั้นต้องเผชิญกับความรับผิดชอบที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรือที่เข้ามาเทียบท่า สินค้าที่ยกขึ้น/ลงจากเรือหรือรถ สินค้าที่ฝากอยู่ในโกดัง คอนเทนเนอร์และสินค้าที่วางอยู่ที่ลานรอการขนส่ง รวมถึงทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลที่อยู่ภายใต้การดูแล เช่น คอนเทนเนอร์เครน, ตัวท่าเรือ (เนื่องจากเริอชน), ระบบคอมพิวเตอร์, ซอฟแวร์, อาคาร, โกดัง, เครื่องมือ, เครื่องจักร, รถยกต่างๆ

กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของผู้ประกอบการท่าเรือไม่เพียงแต่คุ้มครองทรพย์สินต่างๆของผู้เอาประกันภัยเองต่อ ภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดจากปัจจัยภายนอกแล้ว ยังสามารถขยายถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เช่น สินค้าที่รับฝาก สินค้าที่ยกขึ้น ลง การจัดระเบียบสินค้าเพื่อส่งไปประเทศต่างๆ ตัวเรือที่มาเทียบท่า การให้สัญญาณในการเทียบท่า การบาดเจ็บ เสียชีวิต และทรัพย์สินอื่นๆของบุคคลภายนอก

การประกันภัยตัวเรือ  

คุ้มครองทุกความเสียหายไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนใดของตัวเรือ ไม่ว่าโครงสร้างของเรือจะทำด้วยเหล็ก หรือวัสดุใดๆ รวมถึงเครื่องจักรที่ให้พลังงานในการเดินเรือและให้แสงสว่าง ความร้อน ความเย็น ยังสามารถขยายถึงความเสียหายจากเครื่องจักรหยุดชะงัก และความรับผิดของเจ้าของเรือเนื่องจากการชน

การประกันภัยขนส่งสินค้าที่ใช้ในโครงการ  

เป็นคำศัพท์ที่รู้กันว่าการประกันความรับของเจ้าของเรือนั้นเรียก “P&I” ซึ่งเป็นความคุ้มครองพิเศษที่ออกแบบให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการเดินเรือที่ต้องรับผิดจากบุคคลภายนอกเนื่องจากเรือที่เอาประกันเป็นต้นเหตุโดยส่วนใหญ่แล้ว “P&I” จะเป็นประเภทสมาคม ชมรม (Club) ที่ก่อตัวขึ้นโดยให้ความคุ้มครองสมาชิกที่เข้าร่วม โดยสมาชิกต้องจ่ายค่าสมาชิกที่เปรียบเสมือนเบี้ยประกันภัย สมาชิกจะได้รับความคุ้มครองจากสมาคม (Club) โดยคร่าวๆดังนี้

  • ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเนื่องจากการชนของเรือ
  • ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเสียหาย เช่น ชนท่าเรือคนอื่นๆขณะเทียบท่า
  • มลภาวะ น้ำมัน ที่ใหลรั่วออกจากเรือ
  • การบาดเจ็บ เจ็บป่วย เสียชีวิต ของลูกเรือ ผู้โดยสาร และผู้ปฏิบัติขนของขึ้นลงจากเรือ
  • การส่งลูกเรือที่เจ็บป่วยกลับประเทศเพื่อรักษา และค่าใช้จ่ายการส่งคนทดแทน
  • ความรับผิดภายใต้สัญญาลากจูงเรือ หรือสัญญาการชดใช้อื่นๆ
  • สามารถขยายความรับผิดชอบต่อสินค้าที่ขนส่ง ที่เสียหาย สูญหาย
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้จากสัญญาค่าใช้จ่ายการรักษาเรือ General Average
  • ค่าปรับ ค่าใช้จ่ายด้านการสู้คดี และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  • ค่ากู้ซาก
  • ส่วนเกินของความคุ้มครองภัยสงคราม

การประกันภัยขนส่งสินค้าที่ใช้ในโครงการ  

บางครั้งเครื่องจักร หรือเครื่องมือ ที่ใช้ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่นเครื่องกำหนิดไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไอน้ำแรงดันสูง โครงสร้างแท่นขุดเจาะ ฯลฯ ที่ไม่สามารถขนส่งโดยถอดแยกชิ้นส่วนได้ จึงไม่สามารถบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์เพื่อขนส่งผ่านหานะต่างๆได้ บางครั้งจึงต้องวางบนดาดฟ้าเรือ ท้องเรือ รถบรรทุกขนาดใหญ่ เครื่องบิน รถไฟ เป็นต้น จึงมีแบบประกันภัยที่ออกแบบพิเศษสำหรับทรัพย์สินที่มูลค่าสูงและต้องการๆดูแลพิเศษเหล่านี้ รวมถึงการบริการโดยให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลการยกขึ้น ยกลง บนพาหนะ การให้คำแนะนำป้องการความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ การสำรวจร่องรอยความเสียหายให้เป็นหลักฐานทั้งก่อนขนส่งและหลังจากเกิดความเสียหาย

การประกันภัยความล่าช้าของโครงการเนื่องจากการขนส่ง  

เป็นผลต่อเนื่องจากกรมธรรม์ขนส่งสินค้าที่ใช้ในโครงการ (Project Cargo Insurance) สินค้าอาจได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง และส่งกระทบต่อโครงการก่อสร้าง ซึ่งทำให้เกิดการล่าช้า ไม่สามารถส่งมอบโครงการ หรือเปิดดำเนิงานได้ตามเวลา จึงเกิดความเสียหายด้านการเงินตามมา เช่น รายได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการเปิดดำเนินงานของเจ้าของโครงการที่ต้องเลื่อนออกไป, เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยที่ต้องชดใช้สถาบันการเงินโดยไม่มีรายรับมาสนับสนุน, การล่าช้าในการจ่ายค่างวดผู้รับเหมาเพราะไม่สามารถส่งมอบงานในเวลาได้, ฯลฯ เหล่านี้จึงมีผลกระทบอย่างมากกับทุกฝ่าย ดังนั้นกรมธรรม์การประกันภัยความล่าช้าของโครงการเนื่องจากการขนส่ง จึงมีบทบาทสำคัญในโครงการใหญ่ๆโดยสามารถนำรายได้ที่คาดว่าจะได้รับมาคำนวณเป็นทุนประกัน และระยะเวลาที่คาดว่าจะเกิดการล่าช้าที่สุดของโครงการมาเป็นระยะเวลาชดใช้ของกรมธรรม์

ผลิตภัณท์ของเรา